คุณค่าของน้ำกะหล่ำปลีม่วง

คุณค่าของน้ำกะหล่ำปลีม่วง กะหล่ำปลีม่วงหรือเรียกกันอีกอย่างว่ากะหล่ำแดง คนส่วนใหญ่นิยมนำกะหล่ำปลีม่วงมารับประทานสด นำมาทำเป็นสลัดกินกันเยอะมากกว่าการนำมารับประทานในรูปบแบบอื่นด้วย

คุณค่าของน้ำกะหล่ำปลีม่วง

คุณค่าของน้ำกะหล่ำปลีม่วง ที่หลายๆคนยังไม่รู้ว่ามันมีคุณประโยชน์มากแค่ไหน

เนื้อผักที่กรุบกรอบของกะหล่ำม่วงนั้นได้มีสารอินไทบินที่ออกรสขมมากกว่ากะหล่ำปลีสีขาวทั่วไป แต่สารอินไทบินนี้ได้มีส่วนที่สำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหารได้เป็นอย่างมาก

อีกทั้งยังสามารถช่วยกระตุ้นให้มีการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงตับ ถุงน้ำดี ไตและกระเพาะที่ดีมากขึ้นในกะหล่ำปลีสีม่วงนี้ยังมาธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมฮีโมโกบินให้แก่ร่างกาย

ซึ่งฮีโมโกบินนี้เป็นตัวการสำคัญที่นำพาออกซิเจนไปกับเม็ดเลือดแดงเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆแต่ก็นับว่ากะหล่ำปลีม่วงนั้นเป็นส่วนผสมที่ยอดเยี่ยมอย่างมากอีกอย่างหนึ่งและได้เป็นที่นิยมในการนำผลของกะหล่ำปลีม่วง

มาทำเป็นน้ำผลไม้เพื่อปรับสมดุลของระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องอืดของสาวๆได้ดีทีเดียว ซึ่งกะหล่ำปลีม่วงนี้ได้มีประโยชน์ต่อสุขภาพของสาวๆอีกตั้งมากมายหลายประการเลยทีเดียว

ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพราะในกะหล่ำปลีม่วงอุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินเคที่ควบคู่ไปกับวิตามินและธาตุชนิดอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับวิตามินซีที่พบในกะหล่ำปลีม่วงจะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมร่างกายสาวๆให้แข็งแรงเพื่อต้านเชื้อแบคทีเรียและการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยนะสาวๆ ทำให้ลำไส้มีสุขภาพดี เส้นใยอาหารชนิดไม่ลายน้ำที่มีอยู่ในกะหล่ำปลีม่วงจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เป็นอย่างดี

และช่วยการขับถ่ายของสาวๆให้ง่ายขึ้นไม่ต้องประสบปัญหาท้องผูกกันอีกต่อไป ป้องกันการอักเสบ กะหล่ำปลีม่วงมีสารที่เรียกว่า ไฟโตนิวเทรียนท์หรือสารไฟโตเคมิคอล

ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสี กลิ่น และรสชาติ ในผักชนิดต่างๆเจ้าสารไฟโตนิวเทรียนท์ในกะหล่ำปลีม่วงจะช่วยต้านการอักเสบและบรรเทาอาการท้องผูกของสาวๆได้เป็นอย่างดี

ช่วยต่อสู้กับโรคประจำตัว สารต่อต้านอนุมูลอิสระในกะหล่ำปลีม่วงจะช่วยสาวๆปกป้องและรักษาดีเอ็นเอซึ่งถูกทำลายและสามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์

โรคพาร์กินสัน เมื่อเทียบกะหล่ำปลีม่วงกับพืชผักชนิดอื่นๆแล้วกะหล่ำปลีม่วงจะสามารถรักษาดีเอ็นเอของสาวๆที่ถูกทำลายจะเซลล์มะเร็งลำไส้ แต่อย่างไรก็ตามการนำกะหล่ำปลีม่วงมารับประทานสดมากกว่า 1-2 กิโลกรัมต่อวันนั้น

ไม่เป็นผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอนซึ่งในกะหล่ำปลีนี้จะมีสาร ไกโทรเจน ที่สามารถขัดขวางการทำงานของไทรอยด์ ทำให้ต่อมไทรอย์นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย อาจทำให้เป็นโรคไทรอยด์ได้